http://work.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

สินค้าฝากขายราคาพิเศษ

 รวมรูปภาพและสินค้า

 ประโยชน์มังคุด

หนังสือรับรองมาตรฐานการผลิต

 เว็บบอร์ด

 ช่องทางรวย/งานรายได้

 บทความ

อาหารเสริมกับโรคเสื่อม

 ติดต่อเรา

สถิติ

เปิดเว็บ30/12/2009
อัพเดท21/05/2018
ผู้เข้าชม753,830
เปิดเพจ1,213,122

ความรู้

แนวคิด

ความรู้คู่เกษตร

บันเทิง ขำขัน แง่คิด

ช่องทางทำมาหากิน

ปฎิทิน

« August 2018»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
iGetWeb.com
AdsOne.com

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นทั้งน้ำและเม็ด

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นทั้งน้ำและเม็ด

น้ำมันมะพร้าว
รายละเอียด:

น้ำมันมะพร้าวเป็นโทษกับร่างกายหรือไม่ ?

วงการแพทย์และนักโภชนาการสมัยใหม่ค้นพบแล้วว่า น้ำมันมะพร้าวไม่เป็นโทษกับร่างกายเลย อันที่จริงสิ่งที่ให้โทษกับร่างกายคือน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีหรือน้ำมันพืชที่เราใช้ปรุงอาหารอยู่
ในปัจจุบัน ดังที่เป็นข่าวในอเมริกาว่าผู้ดำเนินกิจการอาหารฟาสท์ฟู้ดถูกฟ้องฐานทำให้ ผู้บริโภคเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีที่มีกรดไขมันทรานส์มาปรุงอาหาร

ในทางกลับกันน้ำมันมะพร้าวกลับช่วยป้องกันโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง ไม่ทำให้อ้วนเพราะเผาผลาญได้เร็วจึงไม่สะสม และไม่ทำให้คอเลสเตอรอลสูงขึ้น และความที่เป็นกรดไขมันอิ่มตัวจึงช่วยควบคุมการเกิดออกซิเดชั่นของไขมันในร่างกาย ช่วยลดอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวพรรณดี ไม่เหี่ยวย่นแก่ก่อนวัย

น้ำมันมะพร้าวไม่เป็นโทษแม้แต่กับเด็กเล็ก เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยกรดลอริค ซึ่งเป็นกรดไขมันที่พบได้มากในน้ำนมแม่นั่นเอง วิธีรับประทานน้ำมันมะพร้าวที่ดีที่สุดคือใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันพืชชนิดอื่นๆในการปรุงอาหาร หรือจะรับประทานเป็นอาหารเสริมก็ได้ ผู้ใหญ่รับประทานวันละ 3-4 ช้อนชา เด็กวันละ 1-2 ช้อนชา โดยเฉลี่ยแบ่งรับประทานทีละน้อยจนครบจำนวนในแต่ละวัน หรือจะผสมในเครื่องดื่มร้อนๆเช่นโกโก้ร้อนหรือน้ำผลไม้อุ่นๆก็ได้ น้ำมะเขือเทศอุ่นผสมน้ำมันมะพร้าวมีรสชาติอร่อยมาก.

คุณภาพของน้ำมันมะพร้าวที่ดี ดูได้จากอะไรบ้าง ?
คุณภาพของน้ำมันมะพร้าว เบื้องต้นดูได้จากมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข โรงงานที่ผลิต และน้ำมันมะพร้าว ผ่านการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีความใสไม่มีสี ปราศจากสารปนเปื้อน มีกลิ่นหอม ได้รับการรับรองและเลขสารบบ อย. บนฉลากขวด
แต่ก็สามารถตรวจสอบคุณภาพได้ด้วยตนเองง่ายๆ ดังนี้
1. ความใส น้ำมันที่สะอาดจะมีความใส ลักษณะโปร่งแสง แต่อาจเปรียบเทียบคุณภาพความใสที่แตกต่างกันในแต่ละยี่ห้อได้ไม่ชัดเจน เนื่องจากไม่ได้อยู่ในขวดลักษณะเดียวกัน สีของพลาสติกหรือแก้ว อาจทำให้มีอิทธิพลกับสีได้บ้าง
2. กลิ่น ความหอมของน้ำมันมะพร้าว ต้องหอมอ่อนให้ความรู้สึกว่าเป็นน้ำมันสดใหม่ ไม่มีกลิ่นหืน หรือเปรี้ยว ถึงแม้ว่าจะเปิดใช้แล้วกลิ่นต้องไม่เปลี่ยนแปลง แต่ยังมีผู้ผลิตบางรายดัดแปลงกลิ่น โดยใช้น้ำหอมสังเคราะห์กลิ่นมะพร้าว หรือ กลิ่นมะพร้าวน้ำหอมเข้าไป วิธีนี้จะทำให้มีกลิ่นหอมมากในตอนเปิดขวดหรือเปิดใช้ หลังจากนั้นความหอมจะจางลง และเปลี่ยนเป็นเหม็นเปรี้ยว และทำให้อายุของน้ำมันมะพร้าวอยู่ได้ไม่นาน
3. ความเบา น้ำมันมะพร้าวคุณภาพดี จะมีความเบา มีความหนืดน้อยมาก เวลารับประทานจะผ่านลำคอได้ง่ายและเร็ว มีความรู้สึกเหมือนละลายในปาก ในขณะที่กลืนลงคอไม่มีกลิ่นรุนแรง ไม่เลี่ยน
4. ความซึมเข้าสู่ผิว น้ำมันมะพร้าวคุณภาพดี จะมีโมเลกุลเล็ก ทำให้ซึมเข้าสู่ผิวได้เร็ว ไม่ทิ้งคราบน้ำมันลอยอยู่บนผิว

ใช้น้ำมันมะพร้าวทำอาหารแล้วมีกลิ่น / เทคนิคการรับประทานน้ำมันมะพร้าว
กลิ่นของน้ำมันมะพร้าวมีเหตุผล 2 ลักษณะ คือ
1.ความเคยชินของการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีที่ใช้สารเคมีฟอกสี ฟอกกลิ่นออกจนหมดจึงไม่ได้กลิ่นเวลาทำอาหาร
2.น้ำมันพืชบริสุทธิ์ทุกชนิดจะมีกลิ่นเฉพาะตัว เนื่องจากไม่ได้ใช้สารเคมีใดเข้าไปดัดแปลง น้ำมันมะพร้าวก็เช่นกัน จะมีกลิ่นเฉพาะของน้ำมันมะพร้าว หากผู้บริโภคไม่เคยชิน อาจใส่ใบเตยหรือหอมซอยลงไปในน้ำมันก่อนทอด จะทำให้กลิ่นของน้ำมันมะพร้าวลดลงได้มาก

เทคนิคการับประทานน้ำมันมะพร้าวในรูปแบบต่าง ๆ
1. ใส่ผสมในน้ำผลไม้ (สูตรของ ดร.ณรงค์โฉมเฉลา ใส่ลงในน้ำส้มคั้นรับประทานทุกวัน)
2. ใส่ในแกงจืด อาหารแกงต่างๆ
3. ใช้เป็นน้ำสลัด
4. ราดบนน้ำแข็งใส ไอศกรีม (สูตรนี้เด็กชอบรับประทาน)
5. ใช้ทอดอาหาร อาหารจะไม่ชุ่มน้ำมัน และมีความกรอบได้นาน
6. ใส่ลงไปพร้อมการหุงข้าว จะทำให้ได้ข้าวนุ่ม หอม อร่อย (สูตรพิเศษใส่กระเทียมเล็ก 5-6 กลีบ และใบเตยโรยเกลือนิดหน่อยจะยิ่งทำให้อร่อยมากขึ้น)

เวลาน้ำมันมะพร้าวเป็นไข
น้ำมันและไขมันมีความแตกต่างกันอย่างไร น้ำมัน และไขมันมักจะถูกใช้แทนที่กันเสมอ น้ำมันมีสถานะเป็นของเหลว ส่วนไขมันมีสถานะเป็นของแข็ง น้ำมันทุกชนิด สามารถกลายเป็นไขได้ แต่ด้วยอุณหภูมิที่แตกต่างกัน น้ำมันมะพร้าวเป็นไข (แข็งตัว มีลักษณะเป็นครีมขาว) ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25๐c เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นน้ำมันอิ่มตัวสูง จึงเปลี่ยนเป็นไขเร็วกว่าน้ำมันชนิดอื่น ทำให้น้ำมันมะพร้าวมีสภาพเป็นครีมขาว ณ ที่จุดวางขาย หากมีอุณหภูมิเย็น (และจะเปลี่ยนกลับเป็นน้ำมันใสดังเดิมที่อุณหภูมิสูงกว่า 25?c)

ไขของน้ำมันมะพร้าวไม่ใช่น้ำมันเสีย แต่กลับเป็นสัญลักษณ์ของน้ำมันชนิดดี ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อคุณซื้อมาจากชั้นวางขาย หรือวางไว้ในห้องแอร์ น้ำมันมะพร้าวอาจเป็นไขได้ คุณเพียงแต่ละลายไขนั้นด้วยการนำออกไปวางในห้องที่มีอุณหภูมิปกติ หรือวางไว้ในบริเวณที่ใกล้แสงแดด (ไม่ควรตากแดด เพราะหากลืมทิ้งไว้เป็นเวลานาน ความร้อนที่สะสมอาจมีผลกับภาชนะบรรจุ)
ถึงแม้น้ำมันมะพร้าวจะเป็นผลิตผลของพืชเมืองร้อน แต่กลับเป็นที่นิยมของคนที่อยู่ในเขตหนาว การเป็นไขของน้ำมันมะพร้าวจึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น ภาชนะที่ใช้ให้เหมาะสมจึงใช้เป็นกระปุกปากกว้าง เพื่อใช้ตักแทนการเทริน และขณะนี้การสั่งน้ำมันมะพร้าวออกไปขายยังประเทศเหล่านั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการ

SHELF LIFE ของน้ำมันมะพร้าว
น้ำมันมะพร้าวที่ดีจะมี SHELF LIFE (อายุของผลิตภัณฑ์) นานมาก MCFAS (กรดไขมันสายปานกลาง) จะมีคุณสมบัติเป็นสาร ANTIOXIDANTS ทำให้ป้องกันการเสียได้นาน จากผลทดลองในห้อง LAB ของฟิลิปปินส์ น้ำมันมะพร้าวที่บรรจุในกระปุกและเปิดฝาทิ้งไว้ มี SHELF LIFE นานกว่า 5 ปี
แต่ถ้าน้ำมันมะพร้าวมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว หรือ หืนแล้ว ไม่ควรรับประทาน เพราะกลิ่นที่เปลี่ยนไปนี้เกิดจากมีความชื้นเข้าไปรวมตัวกับน้ำมันมะพร้าว เกิดเป็นสารอนุมูลอิสระ
เพราะฉะนั้นศัตรูที่สำคัญที่สุดของน้ำมันมะพร้าว คือความชื้น ขั้นตอนการ DRY OIL คือการกำจัดความชื้นออกจากน้ำมันมะพร้าว เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้นเมื่อต้องการน้ำมันมะพร้าวที่ดี การดมกลิ่นจึงสามารถใช้เป็นมาตรฐานการเลือกซื้อเบื้องต้นได้ และหลังจากเปิดใช้แล้วควรเก็บให้ห่างจากการเปียกน้ำ และความชื้น จะทำให้มีอายุการใช้งานได้นาน

ทำไมรับประทานน้ำมันมะพร้าวแล้วท้องระบาย และทำไมรับประทานน้ำมันแต่ละยี่ห้อท้องระบายไม่เท่ากัน
ในลำไส้ใหญ่ของเราจะอุดมไปด้วย PROBIOTIC แบคทีเรียชนิดดีอยู่เป็นจำนวนมาก ทำหน้าที่ควบคุมเชื้อยีสต์ และเชื้อรา (ซึ่งเป็นสาเหตุของลำไส้ใหญ่อักเสบ เชื้อราในช่องคลอด) เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ซึ่งมีมากใน ผัก ผลไม้ PROBIOTIC จะใช้เอนไซม์ช่วยย่อย สิ่งที่ได้หลังการย่อย จะได้เป็นกรดไขมันสายสั้น (SCFAs) และกรดไขมันสายปานกลาง (MCFAs) ในสภาวะที่อุดมไปด้วยกรดไขมันนี้เป็นสภาวะที่เอื้อให้ PROBIOTIC เพิ่มจำนวนขึ้นมากอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การย่อยในลำไส้ใหญ่มีประสิทธิภาพสูง จึงขับถ่ายเร็วขึ้น และขับของเสียออกมาอย่างสะดวกสบายท้อง

น้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยกรดไขมันสายปานกลาง (MCFAs) จึงมีผลต่อ PROBIOTIC ทันทีที่น้ำมันเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่ ดังนั้นหลังจากรับประทานน้ำมันมะพร้าวไปได้ไม่นาน จะรู้สึกเป็นการกระตุ้นลำไส้ให้ขับถ่าย บวกกับคุณสมบัติความลื่นของไขมันจึงช่วยส่งเสริมให้การขับถ่าย ไหลลื่น สะดวดรวดเร็ว
การขับถ่ายที่สะดวกนี้ไม่เหมือนการขับถ่ายที่เกิดจากการรับประทานอาหารผิดสำแดง ไม่มีโทษใดๆ กับร่างกายไม่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เนื่องจากเสียเกลือแร่ ไม่มีผลอันตรายใดๆ เกิดขึ้นเหมือนเช่นรับประทานยาระบาย เพียงแต่ให้คอยสังเกตว่า ลำไส้ของเรามีความไวต่อเรื่องนี้มากน้อยอย่างไร ปรับจำนวนการรับประทาน และเวลาที่สะดวกในการขับถ่าย ก็จะเหมาะสมและสะดวกขึ้น
นอกจากคุณสมบัติของ MCFAs ที่ช่วยให้การขับถ่ายมีประสิทธิภาพดีแล้ว และหากคุณใช้น้ำมันมะพร้าวพร้อมกันหลายยี่ห้อและให้ผล จำนวนการรับประทานที่แตกต่างกัน เช่นบางยี่ห้อรับประทานเพียง 1 ช้อนโต๊ะ บางยี่ห้อต้องรับประทานถึง 2 ช้อนโต๊ะ จึงจะมีผลในการขับถ่ายเหมือนกัน ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่ามีความแตกต่างกันที่ความสะอาดในการผลิต ยี่ห้อที่รับประทานถึง 2 ช้อนโต๊ะน่าจะมีความสะอาดในการผลิตมากกว่า และควรกลับไปพิจารณาเปรียบเทียบในคุณสมบัติข้ออื่นๆ (จากหัวข้อวิธีดูคุณภาพน้ำมันมะพร้าว ดูได้อย่างไร) หรือสอบถามได้โดยตรงกับผู้ผลิต

ทำไมต้องเลือกชนิดน้ำมันสำหรับทอด หรือ ผัด
คุณสมบัติของน้ำมันนั้นขึ้นอยู่กับความอิ่มตัว และความยาวของโมเลกุล น้ำมันที่มีความอิ่มตัวสูง จะมีคุณสมบัติคงสภาพและทนต่อความร้อนได้ดี เมื่อโดนความร้อน หรือความร้อนสูงที่ใช้ในการทอด โมเลกุลก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากไม่ยอมให้ ไฮโดรเจน หรือออกซิเจน เข้าไปจับตัวเพิ่ม (ขบวนการ OXIDATION ที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ)
น้ำมันที่ไม่อิ่มตัว เนื่องจากแขนของโมเลกุลยังมีช่องว่างอยู่ ไฮโดรเจน หรือ ออกซิเจน จึงเข้าไปจับตัวได้ง่าย เกิดการ OXIDATION เกิดเป็นอนุมูลอิสระ และทำให้น้ำมันเสียได้เร็ว
สาเหตุที่ทำให้น้ำมันเสียมีอยู่ 5 วิธี
1. แสงสว่าง
2. ความร้อน
3. ออกซิเจน
4. ไฮโดรจิเนต (การเติมไฮโดรเจนเข้าไป เพื่อเปลี่ยนจากไขมันไม่อิ่มตัวเป็นอิ่มตัว ไขมันชนิดนี้อันตรายต่อสุขภาพมาก เรียกว่า TRANS FAT)
5. โฮโมจิไนซ์ การทำให้ไขมันแตกตัว

ในขบวนการผลิตน้ำมันผ่านกรรมวิธี โมเลกุลของน้ำมันได้ถูกรบกวนและเกิดเป็นอนุมูลอิสระไปแล้วในระดับหนึ่ง และถ้านำมาใช้ซ้ำอีกขบวนการเกิด TRANS FAT จะเกิดขึ้นได้สูงมาก
ปัจจุบันคนไทยมีความรู้สึกที่ดีมากกับน้ำมันมะกอก (VIRGIN OLIVE OIL) ให้ค่านิยมว่าเป็นน้ำมันสุขภาพ และนำมาใช้ปรุงอาหารทุกชนิดในครัว
ถึงแม้ว่าน้ำมันมะกอกจะมีกรดโอเลอิกที่มีประโยชน์มากต่อร่างกาย แต่กลับมีปริมาณไขมันอิ่มตัวเพียง 14% ปริมาณไขมันไม่อิ่มตัว 1 ตำแหน่ง 77% และปริมาณไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง 9% ด้วยคุณสมบัตินี้ทำให้น้ำมันมะกอกไม่มีความคงทนต่อความร้อน จึงควรใช้ประกอบอาหาร เช่น น้ำสลัด หรือ การผัดอาหารที่ใช้น้ำมันไม่มาก และไม่ใช้ความร้อนสูง

ดังนั้นถ้าต้องการทอดอาหารหรือปรุงอาหารโดยใช้ความร้อนสูง อย่างสบายใจจึงควรใช้น้ำมันที่ผลิตโดยวิธีบีบเย็น (COLD PRESSED) และมีความอิ่มตัวสูงเท่านั้น เนื่องจากมีคุณสมบัติทนต่ออากาศ แสง และความร้อนได้ดี ส่วนน้ำมันพืช COLD PRESSED ชนิดอื่นๆ เมื่อเปิดใช้แล้วควรเก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อป้องกันการเกิด OXIDATION จากอากาศและแสง

สุดยอดอาหาร : ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมะพร้าว - นาตาลี บัทเลอร์

นาตาลี บัทเลอร์ แพทย์ผู้มีความรู้พิเศษเรื่องโภชนาการและผู้มีประสบการณ์ด้านการควบคุมน้ำหนักและการดูแลให้มีสุขภาพดีด้วยการเลือกรับประทานอาหาร

เธอมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรัง และให้คำแนะนำแก่ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพของตนเอง   www.nutritionbynatalie.com

คำแปล

ปัจจุบันยังคงมีผู้ที่เชื่อว่า มะพร้าวหรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับมะพร้าวล้วนเป็นโทษกับร่างกาย ความเชื่อดังกล่าวเป็นเรื่องล้าสมัย ดิฉันต้องการสร้างความเข้าใจในจุดนี้เพราะเห็นว่ายังคงมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับมะพร้าวอยู่เป็นอันมาก เรากำลังจะพูดกันในหัวข้อที่ว่า เหตุใดมะพร้าวจึงถูกจัดว่าเป็นสุดยอดของอาหาร รวมถึงประโยชน์ทั้งหลายของมะพร้าว

ข้อที่ 1. มะพร้าวอุดมไปด้วยไวตามิน แร่ธาตุ และสารแอนตีอ็อกซิแดนท์ คนส่วนใหญ่ในอเมริกามักได้รับไวตามิน แร่ธาตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารแอนตีอ็อกซิแดนท์ ไม่เพียงพอสำหรับต่อสู้กับความเครียดของร่างกายในแต่ละวัน ดังนั้นอาหารใดก็ตามที่อุดมไปด้วยเอนไซม์ ไวตามิน สารแอนตีออกซิแดนท์ และแร่ธาตุ จึงนับว่าเป็นอาหารชั้นดี

ข้อที่ 2. มะพร้าวเป็นแหล่งอาหารที่อุดมด้วยเส้นใย ดิฉันเคยทำวิดีโอเกียวกับความหิว และความสำคัญของอาหารที่อุดมด้วยเส้นใย ว่ามีประโยชน์ทำให้รู้สึกอิ่มและมีกำลังวังชาเมื่อรับประทานเข้าไป มะพร้าวเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่อุดมด้วยเส้นใย เมื่อรับประทานแล้วจึงทำให้อิ่ม และความอิ่มนั้นจะคงอยู่ได้นานทำให้มีกำลังในการประกอบกิจการงาน

ข้อที่ 3. มะพร้าวเป็นยาพื้นบ้านในแถบเอเชียและแปซิฟิคมาช้านาน สิ่งที่น่าสนใจคือ ในอเมริกามีการกล่าวโทษมะพร้าวอยู่เป็นปีๆ ว่าเป็นตัวการเพิ่มคอเลสเตอรอลและทำให้อัตราเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจสูงขึ้น ความเป็นจริงก็คือ ผู้ที่อาศัยในถิ่นที่มะพร้าวขึ้นอยู่หนาแน่นมีอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจต่ำมาก งานวิจัยสมัยใหม่ล้วนสนับสนุนความรู้ที่พวกเขาเหล่านั้นรับรู้กันมาช้านานแล้ว

ข้อที่ 4. น้ำมันมะพร้าวย่อยง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้เอนไซม์จากตับอ่อนเป็นตัวช่วยย่อย พูดอีกนัยหนึ่งเมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป เราต้องใช้เอนไซม์ในร่างกายมาทำการย่อยอาหารเพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซับสารอาหารที่จำเป็น ซึ่งแตกต่างจากการรับประทานน้ำมันมะพร้าว เพราะน้ำมันมะพร้าวอุดมด้วยเอนไซม์ในตัวเอง จึงทำให้ร่างกายประหยัดเอนไซม์ไว้ใช้งานอย่างอื่นเช่นซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

ข้อที่ 5. น้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อไวรัส แบ็คทีเรีย และเชื้อรา จึงสามารถลดการเกิดโรคต่างๆและลดการติดเชื้อ สาเหตุสำคัญเป็นเพราะน้ำมันมะพร้าวอุดมด้วยกรดลอริค กรดคาปริลิค และกรดคาปริก ซึ่งกรดไขมันทั้ง 3 นี้ ไม่ว่าอยู่ในอาหารชนิดใด จะมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค

ข้อที่ 6. มะพร้าวประกอบด้วยกรดไขมันสาย(ความยาว)ปานกลาง ข้อสำคัญของกรดไขมันสายปานกลางคือร่างกายสามารถย่อยได้ง่ายกว่าไขมันอิ่มตัวที่เป็นกรดไขมันสายยาวที่มาจาก เนย เนื้อสัตว์ หรือนม ซึ่งเป็นตัวการเพิ่มคอเลสเตอรอลและเพิ่มอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ ไขมันอิ่มตัวในน้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นกรดไขมันสายปานกลางมีรูปแบบที่ต่างออกไป และเป็นที่ปรากฏแล้วว่าไม่เพิ่มไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล หรือเพิ่มอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ

ข้อที่ 7. มะพร้าวประกอบด้วยกรดไขมันสายปานกลางดังที่ได้กล่าวแล้ว กรดไขมันนี้จะช่วยให้ร่างกายดูดซับสารอาหารอื่นได้มากขึ้น หากรับประทานน้ำมันมะพร้าวควบคู่กับอาหารอื่น นอกจากจะช่วยระบบย่อยอาหารให้ทำงานดีขึ้นแล้ว กรดไขมันสายปานกลางในน้ำมันมะพร้าวจะช่วยให้ร่างกายดูดซับสารอาหารที่จำเป็นได้ดีขึ้นซึ่ง เป็นผลดีอย่างมากกับผู้ที่มีอาการป่วยเรื้อรัง เจ็บปวดเรื้อรัง เช่นโรคอักเสบในทางเดินอาหารเรื้อรัง

ข้อที่ 8. กรดไขมันสายปานกลางถูกส่งตรงไปที่ตับโดยตรงเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน ต่างกับกรดไขมันสายยาวที่ถูกส่งไปที่ตับเช่นกันแต่ต้องใช้กระบวนการที่อ้อมกว่า กรดไขมันสายยาวจึงเป็นไขมันที่มักสะสมทำให้อ้วนมากกว่าจะถูกนำไปใช้สร้างพลังงาน การรับประทานอาหารที่เป็นกรดไขมันสายปานกลางเช่นมะพร้าวจึงช่วย เร่งการเผาผลาญได้ดีกว่า ให้พลังงานงานมากกว่า โดยไม่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม

ข้อที่ 9. น้ำมะพร้าวสามารถชดเชยการขาดอิเล็คโตรไลท์ได้อย่างวิเศษ ถ้าท่านเป็นนักกีฬา ต้องทำงานกลางแจ้ง หรือเสียเหงื่อมาก น้ำมะพร้าวสามารถชดเชยการสูญเสียอิเล็คโตรไลท์ได้เป็นอย่างดี อิเล็คโตรไลท์นั้นส่วนใหญ่ประกอบด้วยโซเดียม และ โปแทสเซี่ยม มีคนจำนวนมากชดเชยการขาดอิเล็คโตรไลท์ด้วยการดื่มน้ำเกลือแร่ที่มักมีส่วนผสมเป็นน้ำตาลผสมอยู่จำนวนมาก ซึ่งสามารถชดเชยการขาดอิเล็กโตรไลท์แต่จะกลับไปเพิ่มอาการขาดน้ำ การดื่มน้ำมะพร้าวช่วยชดเชยการขาดอิเล็กโตรไลท์และไม่ช่วยเพิ่มอาการขาดน้ำ

ข้อที่ 10. น้ำมันมะพร้าวสามารถทนกับความร้อนที่อุณหภูมิสูง คุณจึงสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวปรุงอาหารจำพวก อบ ทอด ได้อย่างปลอดภัย แต่ขอให้ใช้น้ำมันมะพร้าวที่เป็นน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ อย่าใช้น้ำมันมะพร้าวที่เป็นน้ำมันมะพร้าวผ่านกรรมวิธี แม้จะเขียนไว้ที่ฉลากว่าใช้ได้ดีกับการทอดก็ตาม การใช้น้ำมันมะพร้าวที่เป็นน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์นั้นดีกว่าตรงที่คุณจะได้ประโยชน์จากกรดไขมันสายปานกลางที่เราได้กล่าวมาแล้วอย่างเต็มที่ สำหรับความแตกต่างของน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์กับน้ำมันพืชบริสุทธิ์ชนิดอื่นๆคือ น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ทนต่อความร้อนสูง ส่วนน้ำมันพืชบริสุทธิ์อย่างอื่นนั้นไม่ จึงไม่ควรใช้น้ำมันชนิดอื่นปรุงอาหารที่ต้องใช้ความร้อนสูงเช่นการทอด เพราะประโยชน์ในน้ำมันจะสูญเสียไปและน้ำมันจะเกิดการอ็อกซิเดชั่นเป็นอนุมูลอิสระ ซึ่งความเสี่ยงเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นหากคุณใช้น้ำมันมะพร้าว คุณสามารถรับประทานสดๆ ผสมในเครื่องดื่ม หรือใช้ปรุงอาหารก็ได้ ซึ่งนอกจากคุณจะได้รสชาติที่อร่อยของน้ำมันมะพร้าวแล้วคุณยังได้รับประโยชน์จากมันอีกด้วย

ที่ต้องทำวิดีโอเรื่องของมะพร้าวเพราะเห็นว่า ยังมีคนจำนวนมากที่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมะพร้าวเช่นว่า เป็นไขมันอิ่มตัว เป็นน้ำมันไม่ดี ควรหลีกเลี่ยง แต่จากที่ได้พูดไปแล้วจะเห็นได้ว่ามะพร้าวนั้น เป็นอาหารที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก มันช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ช่วยลดน้ำหนัก ช่วยให้ร่างกายดูดซับสารอาหารจำเป็นอื่นๆ และมันไม่เพิ่มคอเลสเตอรอล ไม่เพิ่มอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจอย่างที่คนจำนวนมากพูดกันในอดีตและอาจจะยังคงมีคนพูดกันต่อไป

ดังนั้น เพิ่มมะพร้าวในอาหารของคุณ ดูแลตัวเองนะคะ


น้ำมันมะพร้าวช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร

น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ โดยมีการทำงาน 3 อย่างคือ

1. เร่งเมตาโบลิซึ่ม

ไตรกลีเซอไรด์ที่มีสายโซ่สั้นกว่าจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญขณะที่ร่างกายพักอยู่เฉยๆได้ (resting thermogenesis) ซึ่งนี่คืออัตราของเมตาโบลิซึ่มในร่างกายขณะที่นั่งอยู่เฉยๆไม่ได้ออกกำลังกาย พูดสั้นๆก็คือ คุณจะเผาแคลอรี่ได้มากขึ้นโดยไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเพิ่มขึ้นมาเลย

2. หยุดความอยากอาหาร

น้ำมันมะพร้าวช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มได้นานกว่าหลังอาหาร นั่นหมายความว่า ทำให้มีแนวโน้มที่จะรับประทานอาหารน้อยลงในขณะที่เว้นช่วงระหว่างมื้อนานขึ้น ในขณะที่ไขมันทุกชนิดจะทำให้รู้สึกอิ่มนานแบบเดียวกันนี้ แต่น้ำมันมะพร้าวมีแคลอรี่ต่ำกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆ เพราะโครงสร้างของโมเลกุลของมัน (เคล็ดลับ: ถ้าคุณทำอาหารด้วยมะพร้าว คุณสามารถลดแคลอรี่ลงได้โดยการเลือกกะทิและครีมชนิดไขมันต่ำ)

3. ช่วยปิดสวิทช์ความหิว

น้ำมันมะพร้าวช่วยกระตุ้นการหลั่งสาร เล็บติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่คอยบอกเราให้หยุดกิน ในการศึกษาที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้น ได้นำสตรีที่ไม่ได้ควบคุมอาหารมาทานอาหารที่มีน้ำมันมะพร้าวเพิ่มเข้าไป พบว่าเธอรับประทานอาหารน้อยลง ปริมาณน้ำมันมะพร้าวที่ต้องการเพื่อที่จะได้ผลเช่นนี้นั้นต้องการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แค่วันละ 15 มิลลิลิตรก็พอ หรือจะผสมรวมเข้าไปในอาหารเลยเพื่อช่วยในการย่อยอาหารก็ได้ ซึ่งผู้เขียน (Dominique Finney,N.D.) ใช้กับผู้ป่วยที่ต้องการลดน้ำหนักตัวได้ผลไปหลายรายแล้ว


ที่มา : วารสาร Nature & Health เดือนกุมภาพันธ์/มีนาคม 2006
จากเรื่อง Coconut เขียนโดย Dominique Finney N.D.
ผู้แปล ฉัตรตระกูล เจียจันทร์พงษ์ M.P.H.

น้ำมันมะพร้าวชนิดน้ำ
รหัสสินค้า:
000020
ราคาปกติ 225.00 บาท  
ราคาลด 195.00 บาท

ประหยัด 30.00 บาท

น้ำมันมะพร้าวชนิดเม็ด
กระปุกละ  100 เม็ด  

view

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ร้านพาศิริอาหารเสริมแผนกลดน้ำหนัก

 ติดต่อเรา

view