น้ำกับความสำคัญต่อร่างกายมนุษย์
อย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆ ทราบกันถึงความสำคัญของน้ำดื่ม น้ำเป็นส่วนประประกอบที่สำคัญในร่างกายมนุษย์โดยแบ่งออกดังต่อไปนี้
ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาน้ำเป็นส่วนประกอบมากกว่า 97%
ตั้งแต่เป็นทารกหลังคลอดน้ำเป็นส่วนประกอบมากกว่า 80%
เมื่อเราเติบโตขึ้นน้ำเป็นส่วนประกอบในร่างกายมากกว่า 70%
เมื่อเราแก่ตัวลงน้ำจะเป็นส่วนประกอบในร่างกายมากกว่า 60%
เมื่อมนุษย์อายุตั้งแต่ 99 ปีขึ้นไปน้ำเป็นส่วนประกอบมากกว่า 50%
ดังนั้นน้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ในแต่ละช่วงชีวิตช่วงวัยน้ำเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายให้เป็นไปได้อย่างปกติ นอกเหนือจากนี้ น้ำยังช่วยละลายวิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์รวมไปถึงการนำพาสารอาหารให้ไหลเวียนไปตามเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ระบบการ
จัดสรรปันส่วนน้ำอย่างเหมาะสมของร่างกาย น้ำต่อความสำคัญในร่างกายจึงแบ่งออกเป็นเช่นดังต่อไปนี้
ระบบการทำงานของ หัวใจ 75%
ระบบการทำงานของ ปอด 86%
ระบบการทำงานของ ตับ 86%
ระบบการทำงานของ ไต 83%
ระบบการทำงานของ กระเพาะ 73%
ระบบการทำงานของ ลำไส้ 73%
ระบบการทำงานของ กล้ามเนื้อ 75%
ระบบการทำงานของ เลือด 83%
ระบบการทำงานของ กระดูก 22%
น้ำจะนำพาสารเคมีต่าง ๆ เช่นวิตามิน เกลือแร่ ฮอร์โมนและเอนไซม์ที่ถูกนำพาไปนั้นจะไปถึงอวัยวะที่สำคัญก่อนเป็นอันดับแรก ๆ เช่น สมอง หัวใจ ไต และปอด นอกจากนี้น้ำยังมีส่วนในการนำพาสารเคมีที่ผลิตและหลั่งออกจากอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และปล่อยออกมาเป็นของเหลว
หน้าที่ของน้ำในร่างกาย
- ช่วยในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
- เป็นให้ความชุ่มชื้นต่อเนื้อเยื่อของร่างกาย เช่น ปาก ตา จมูก
- หล่อลื่นข้อ
- ป้องกันอวัยวะภายใน
- ป้องกันภาวะท้องผูก
- ช่วยขับของเสียผ่านทางไต
- ละลายเกลือแร่และสารอาหาร
- นำอาหารและออกซิเจนไปสู่ร่างกายและเนื้อเยื่อ
บทบาทที่สำคัญของน้ำในร่างกาย
น้ำช่วยสร้างพลังงาน และพลังงานนี้จะถูกสะสมอยู่ในร่างกายโดยร่วมกับสารเคมีอื่น ๆที่เป็นแหล่งพลังงานในร่างกาย พลังงานที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำในเซลล์จะช่วยส่งกระแสกระตุ้นเซลล์ประสาทในส่วนต่างๆ
น้ำช่วยสารสารที่มีลักษณะคล้ายกาวซึ่งจะช่วยเชื่อมประสานผนังเซลล์ให้ยึดติดกันได้เป็นอย่างดี
น้ำช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผนังอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย
น้ำช่วยรักษาปริมาณและระดับความเข้มข้นของของเหลวในร่างกาย เช่น เลือดน้ำเหลือง ให้เป็นความสมดุลและเป็นปกติ
น้ำช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ขับถ่ายสารพิษและสารอันตรายออกจากตัวของเราโดยผ่านทางปัสสาวะ เหงื่อ และลมหายใจ (จำไว้ว่าสารเคมีประเภทโลหะเบา
จะถูกกำจัดทางปัสสาวะ สารเคมีประเภทโลหะหนักจะขับผ่านทางอุจจาระ) ช่วยทำให้เราไม่มีอาการท้องผูก หากดื่มน้ำเพียงพอ
น้ำช่วยไตในการขจัดของเสียออกจากร่างกาย ยาและสารพิษต่าง ๆ ที่ตกค้างในไต
น้ำช่วยบำรุงรักษาและหล่อลื่นข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกาย
น้ำมีส่วนกับโปรตีนและเอนไซม์จะทำงานได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อภายในร่างกายของเรามีน้ำอย่างเพียงพอต่อการใช้งาน
น้ำจะช่วยย่อยและดูดซึมอาหาร
ภาวะขาดน้ำจะส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?
ภาวะขาดน้ำจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายสูญเสียน้ำอย่างรุนแรง ส่งผลให้ระดับของโพแทสเซียม
โซเดียม และคลอไรด์ในร่างกายไม่สมดุล โดยปกติแล้วภาวะขาดน้ำจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายสูญเสีย
น้ำอย่างรวดเร็ว จากอาการไข้ ท้องร่วง และอาเจียน เป็นต้น
เมื่อร่างกายของเราประสบภาวะขาดน้ำเราจะรู้สึกกระหายน้ำ ผิวหนังไม่มีความยืดหยุ่น ผิวแห้ง
ปัสสาวะน้อยลง อารมณ์ฉุนเฉียว และสับสน อาการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกลไกตามธรรมชาติของร่างกายที่จะแสดงออกมาเมื่อร่างกายไม่สามารถจัดสรรปันส่วนน้ำที่มีอยู่น้อยนิดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายและอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ในร่างกาย
สัญญาณการขาดน้ำ
ความรู้สึกกระหายน้ำเป็นอาการแรกที่ร่างกายจะแสดงออกมาเมื่อได้รับน้ำไม่เพียงพอแต่ในกรณีที่ภาวะขาดน้ำเกิดขึ้นกับบางส่วนของร่างกาย เราอาจจะไม่รู้สึกกระหายน้ำเลยก็เป็นไปได้แต่
การที่อวัยวะสำคัญแต่ละส่วนได้รับน้ำไม่เพียงพอจะส่งผลให้อวัยวะนั้นทำงานผิดพลาด อาการหรือ
สัญญาณต่าง ๆ ที่ร่างกายแสดงออกมาจะขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ การเจ็บป่วยเรื้อรังและอาการแพ้ต่างๆ เป็นอาการที่พบได้บ่อยเมื่ออวัยวะบางส่วนทำงานได้อย่างจำกัดเนื่องจากภาวะขาดน้ำเรื้อรัง เมื่ออวัยวะใด ๆ ก็ตามเกิดการขาดน้ำสมองจะควบคุมการใช้น้ำโดยหลั่งสารฮิสตามีนออกมาระบบจัดสรรปันส่วนน้ำจะเริ่มทำงาน อาการปวด เป็นอาการที่บอกให้รู้ได้ว่าอวัยวะบางส่วนประสบภาวะขาดน้ำ อาการปวดที่พบได้บ่อยเนื่องจากการขาดน้ำคือ อาการปวดท้องหลังอาหาร อาการปวดศรีษะ เจ็บหน้าอก ปวดตามข้อ และปวดหลัง
จะทำอย่างไรถึงจะดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ?
ผุ้ชายโดยปกติทั่วไปจะต้องการน้ำอยู่ประมาณเฉลี่ย 3 - 3.5 ลิตร ต่อวัน ผู้หญิงจะต้องการน้ำโดยประมาณเฉลี่ย 2.5 - 3 ลิตรต่อวัน เด็กเฉลี่ยประมาณ 2 - 2.5 ลิตรต่อวัน
อาจจะมีความรู้สึกยุ่งยากว่าการดื่มน้ำนั้นอาจจะไม่เพียงพอ อาจทำให้สมบูรณ์ได้โดยการแบ่งช่วงของการดื่มน้ำดังนี้
ก่อนนอน 2 แก้ว โดยทั้ง 2 แก้วจะมีปริมาณขั้นต่ำ 250 มล.
ตื่นนอน 2 - 3 แก้ว ให้ได้อย่างต่ำ 500 - 750 มล.
ในช่วงเวลา 2 - 3 ชม. ให้จิบน้ำไปเรื่อย ๆ ให้ได้ประมาณ เท่ากับ 6 แก้ว โดยแต่ละแก้ว
เฉลี่ยแก้วละ 250 มล. (ดื่มครึ่งเช้า 3 แก้ว ช่วงบ่ายหลังทานอาหาร 1 ชม. อีก 3 แก้ว)
การดื่มน้ำไม่ควรจะดื่มแบบรวดเดียวหมดทั้งแก้ว ควรใช้วิธี จิบแล้วอมไว้สักครู่เพื่อให้น้ำและเอนไซม์ของน้ำลายผสมกัน ในช่วงของการทานอาหารไม่ควรดื่มน้ำระหว่างทานอาหารเนื่องจาก
การผลิตน้ำย่อยจะไปปนกับน้ำ ทำให้ประสิทธิภาพของการย่อยอาหารเป็นไปได้ไม่ดี เราจึงควรดื่มน้ำก่อนการทานอาหารอย่างน้อยสักชั่วโมงครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง หรือ ดื่มน้ำหลังจากการทานอาหาร ในช่วง สิบนาทีหลังการทานอาหารหรือจะให้ดีที่สุดคือ สาม ชั่วโมงหลังการรับประทานอาหาร
เมื่อเราเป็นไข้ เราจะต้องดื่มน้ำ มาก ๆ เพื่อลดอุหณภูมิของร่างกาย จำเป็นที่จะต้องจิบน้ำให้ได้ 1 แก้ว ต่อ 1 ชม. เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไป และน้ำจะทำให้ร่างกายเย็นลง และที่สำคัญน้ำ
จะทำให้เสมหะลดความหนืดความเหนียวลง
การดื่มน้ำมาก ๆ จะทำให้กากใยอาหารเคลื่อนตัวไปยังลำไส้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น ผู้ที่มีปัญหาท้องผูกเป็นประจำควรดื่มน้ำให้ได้ขั้นต่ำวันละ 10 - 12 แก้ว
หากคุณเป็นโรคเกาต์ คุณควรที่จะดื่มน้ำมาก ๆ กว่าปกติ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์ทั้งหลาย รวมทั้งอาหารที่มีพิวรีนสูง จำพวก ปลาซาร์ดีน สัตว์ทะเลต่าง ๆ
หากคุณเป็นโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ควรดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อช่วยในการย่อยและนำพากากใยอาหาร
เมื่อคุณติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ไม่ว่าจะเพศใด คุณควรดื่มน้ำมาก ๆ เพราะน้ำจะช่วยในการนำสารพิษ สารเคมี เชื้อโรค แบคทีเรียต่าง ๆ โดยขับออกไปพร้อมกับปัสสาวะ และหายได้เร็ว
สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคข้อต่อ หรือปวดกล้ามเนื้อ ผู้ที่มีอาการเกี่ยวข้องกับการบวมของข้อต่อ
กล้ามเนื้อ ผิวบริเวณข้อต่อ จะทำให้รู้สึกปวด เคลื่อนไหวไม่สะดวกหรือรุนแรงจนทำให้กล้ามเนื้อหรือข้อต่อเกิดการเสื่อม ผู้ที่เป็นโรคประเภทเหล่านี้ควรดื่มน้ำมาก ๆ เพราะน้ำจะช่วยเจือจางเลือดและระดับของกรดยูริกที่ปะปนอยู่ในเลือดให้ถูกขับออกไปตามปัสสาวะ
ลักษณะของน้ำดื่มที่ควรหลีกเลี่ยง
1.น้ำอ่อน คือน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุและมีส่วนเกี่ยวพันกับการเกิดโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง
2.น้ำกลั่น ซึ่งไม่มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ละลายอยู่เลยเป็นผลให้ร่างกายต้องดึงแร่ธาตุ ที่จำเป็น เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และเกลือแร่อื่น ๆ ออกมาใช้ จึงอาจทำให้ร่างกายขาดแร่ธาตุเหล่านี้ ก่อให้เกิด โรคหัวใจ และหลอดเลือดจนเป็นอันตรายถึงชีวิต
3.น้ำดื่มบรรจุขวด ที่มีสารปนเปื้อนและไม่ได้มาตรฐานแม้จะดูใส และปลอดภัยกว่าน้ำประปา แต่ 25 % ของน้ำดื่มบรรจุขวดเป็นเพียงการนำน้ำประปามาใส่ขวด และปรับปรุงคุณภาพเล็กน้อยเท่านั้น
4.น้ำประปามีคลอรีนซึ่งช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียแต่จะก่อให้เกิดสารพิษชื่อไตฮา โลมีเทน (Trihalomethanes-THM) เกิดจากคลอรีนทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ในธรรมชาติซึ่งละลายอยู่ในน้ำ ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โลหิตจาง มะเร็งลำไส้ใหญ่ สมองเสื่อม เป็นต้น
5.น้ำอัดลม ทำมาจากน้ำกลั่นหรือน้ำอ่อนที่ไม่มีแร่ธาตุ ทำให้ร่างกายต้องสูญเสียแร่ธาตุและดึงแร่ธาตุที่ จำเป็นออกมาใช้ อาทิแคลเซียมและแร่ธาตุเหล่านี้จะสูญเสียออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ และอื่น ๆ ซึ่งการสูญเสีแร่ธาตุจากร่างเหล่านี้ จะส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ต่อมา เช่น กระดูกพรุน ข้ออักเสบ ความ เสื่อมต่าง ๆ แก่ก่อนวัย เป็นต้น
6.น้ำหวาน / น้ำผลไม้สำเร็จรูป เป็นเพียงน้ำตาลกับสีผสมน้ำ โดยแต่งกลิ่นธรรมชาติเข้าไปและอาจเติมวิตามินหรือแร่ธาตุปะปนอยู่บ้าง แต่จะก่อให้เกิดผลร้ายมากกว่าผลดีกับร่างกายในระยะยาว
มลพิษในสิ่งแวดล้อม รอบตัวเราสามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย โดยมากับอาหาร น้ำดื่ม และอากาศที่เราหายใจ นอกจากนี้ ชีวิตที่ถูกกดดันจากค่าครองชีพ การดิ้นรนเพื่อชีวิตอยู่รอด ก่อให้เกิดความเครียดทั้งจิตใจและร่างกาย การไม่รู้จักดูแล สุขภาพของตนเอง อาจเพราะความไม่รู้หรือเพราะความประมาท สิ่งต่างๆ เห่ลานี้ได้พุ่งเข้ามาทำลายระบบต้านทานของร่างกาย ทุกวินาที ทุกนาที และทุกชั่วโมง จนถึงจุดที่ร่างกายต่อสู้ต้านทานไม่ได้เพราะขาดกำลังสนับสนุน แนวตั้งรับถูกทำลาย ร่างกายก็จะพ่ายแพ้ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง (Chronic illness) เกิดโรคความเสื่อม (Degenerative Diseases) ความแก่ (Aging) ถ้ามาเยือนด้วยอัตราเร่งกว่าที่ควรคือ แก่เร็วขึ้น แต่การรักษาแบบปัจจุบันก้าวหน้ามากทำให้ท่านตายช้าลง บทสรุปง่ายๆ ก็คือ ตายช้าแต่แก่เร็ว
น้ำดื่มที่ควรหลีกเลี่ยง
1. น้ำอ่อน
น้ำ อ่อนคือน้ำซึ่งไม่มีเกลือแร่ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาและพบว่า น้ำอ่อนทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเกิดจากร่างกายปรับตัวตลอดเวลาโดยไม่หยุดพักเนื่องจากขาดน้ำเรื้อรัง มีบทความซึ่งอ้างถึงการศึกษาล่าสุด ในวารสารของสมาคมโภชนาการอเมริกา (Journal of the American Dietetic Association)
ได้ชี้ให้เห็นว่า การดื่มน้ำกระด้างหรือน้ำที่มีเกลือแร่สามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดโรค หัวใจได้ และจากการรายงานการประชุมทางโภชนาการของ Whitney and Hamilton ได้สรุปผลในทำนองเดียวกันว่า น้ำอ่อน (น้ำที่มีไม่มีเกลือแร่) จะเกี่ยวพันกับการเกิดโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง ส่วนน้ำที่กระด้าง (น้ำที่มีเกลือแร่ละลายอยู่)
ให้ผลตรงข้ามน้ำอ่อนไม่มีเกลือแร่ น้ำดื่มเพื่อสุขภาพจะต้องมีความกระด้างไม่เกิน 170 ppm ( 170 ในส่วนล้านส่วน) ต้องมีเกลือแร่ (Minerals) ละลายอยู่ น้ำที่ปราศจากเกลือแร่ คือน้ำที่ผลิตในระบบการสั่น (Distillation) ผลการวิจัยเรื่องเกี่ยวกับโรคหัวใจและมะเร็งได้สรุปว่า น้ำดื่มเพื่อสุขภาพต้องมรเกลือแร่ละลายอยู่ด้วย จะช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นน้ำดื่มเพื่อสุขภาพ หมายถึงน้ำที่เอาสิ่งปนเปื้อนอันตรายมีทั้งแบคทีเรีย สารเคมี และโลหะหนักออกไปหมด
แต่คงไว้ซึ่งเกลือแร่ที่มีประโยชน์ (“Healthywater” means removing the harmful agents but keeping the beneficial minerals) ดร.จอห์น ซอเรนซัน (Dr.John Sorenson) กล่าวว่า เกลือแร่ในน้ำดื่มจะดูดซึมเข้าร่างกายได้ดีกว่าเกืลอแร่ที่มาจากอาหาร
การ กินเกลือแร่เสริมไม่ง่ายนัก น้ำที่บริสุทธิ์และไม่มีเกลือแร่เลย
เมื่อใส่ในอ่างเพื่อเลี้ยงปลา ปลาก็จะตาย ถ้าคนดื่มน้ำกลั่นเป็นระยะเวลานานโดยสม่ำเสมอ มันจะดึงแร่ธาตุ (Minera) ที่มีค่า เช่น แคลเซียม (Calcium) แมกนีเซียม (Magnesium) ฯลฯ ออกจากอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย จึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การแก้โดยกินเกลือแร่เสริม (Mineral Supplements) เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก เพราะเกลือแร่ที่อัดเป็นเม็ด ซึ่งการทำยาเม็ดเกลือแร่ต้องใช้แรงอัด 100 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ผู้สูงอายุอาจไม่สามารถดูดซึมเข้าร่างกายได้ หรือถ้าได้ก็ไม่เกินร้อยละ 20 แม้แต่แคลเซียมในอาหารก็ดูดซึมได้ไม่เกินร้อยละ 30
2. น้ำกลั่น
อย่าดื่มน้ำกลั่นเป็นประจำ อันตรายต่อสุขภาพ
นาย แพทย์ Joseph Mercola ได้เขียนบทความเรื่อง “การตายก่อนวัยอันควร เนื่องจากน้ำดื่มเป็นน้ำกลั่น” (Early Death Comes From Drinking Distilled Water) โดยพูดถึงประสบการณ์ที่ได้พบเห็นว่า น้ำดื่มที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ดื่ม คือน้ำประปาจากก๊อกน้ำโดยตรง จะมีอันตรายต่อสุขภาพ เพราะมักจะมีการปนเปื้อนสารเคมีต่างๆ
ในน้ำดิบซึ่งใช้ในการทำน้ำประปา จึงมีผู้ผลิตน้ำเพื่อบริโภคในรูปของน้ำกลั่น ซึ่งจะกำจัดสารเคมีตกค้างดังกล่าวหมดไปได้ แต่ได้น้ำซึ่งไม่มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ละลายอยู่ด้วยเลย ถ้าดื่มน้ำทุกวันจะพบว่ามีอันตรายต่อสุขภาพมากยิ่งกว่าเดิม เพราะน้ำกลั่นจะมีคุณสมบัติเป็นตัวละลายสูง ไม่มีอะไรมาขวางกั้นได้ จึงดูดซึมทุกอย่าง ทั้งสารพิษและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ซึ่งสะสมอยู่ตามอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้นในทางทฤษฎี ถ้าดื่มน้ำกลั่นเป็นครั้งคราวจะดีมาก
ในการที่จะละลายสารพิษในร่างกายเข้ามาในตัว แล้วพาออกไปทิ้งนอกร่างกายในรูปของปัสสาวะและอุจจาระ แต่ถ้าใช้ประจำจะดึงแร่ธาตุที่จำเป็นของร่างกาย เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และเกลือแร่อื่นๆ ออกมา ทำให้อวัยวะดังกล่าวขาดเกลือแร่ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็น
การดื่มน้ำ กลั่นทำให้ขาดแคลเซียมได้ การวิจัยระบุว่า การดึงแคลเซียมออกจากกระดูกและหัวใจอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดปัญหาโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) และกล้ามเนื้อหัวใจที่มีธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม จะไม่เพียงพอ ก่อให้เกโรคหัวใจและหลอดเลือด (Coronary Heart Disease) เพราะการบีบตัวกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หัวใจเต้นวันละประมาณ 100,000 ครั้ง ปีละ 36.5 ล้านครั้ง ใน 10 ปี ก็ต้องเต้นอย่างสม่ำเสมอถึง 365 ล้านครั้ง ไม่มีกล้ามเนื้ออะไรในร่างกายที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์เท่ากล้ามเนื้อหัวใจ ถ้าเกิดความเสื่อม เช่น เลือดไปเลี้ยงไม่พอ ก็คือการตั้งต้นของตอนจบของชีวิต จงทำทุกวิถีทางเพื่อถนอมและป้องกันกล้ามเนื้อของหัวใจ ข้อหนึ่งคืออย่าให้ขาดแคลเซียมและแมกนีเซียม
นายแพทย์ Joseph Mercola ได้ระบุอีกตอนหนึ่งว่า มีความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการดื่มน้ำกลั่นเป็นประจำกับการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือด (Cardiovaacular Disease) เนื่องจากน้ำกลั่นเป็นน้ำอ่อนอย่างแรง – Distilled Water is extremely soft ถ้าดื่มบ่อยๆ เป็นประจำมากเท่าใด ก็เกิดโรคหัวใจมากตามขึ้นไปด้วยเท่านั้น
นายแพทย์ Harold D.Foster ได้เขียนเรื่อง “น้ำบาดาลและสุขภาพอนามัยของมนุษย์” (Ground Water and Human Health) ความตอนหนึ่งว่า จากผลของการศึกษาของสถาบันวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมมากกว่า 50 เรื่อง แสดงได้เห็นว่าการตายของโรคหัวใจและหลอดเลือดจะมีเพิ่มมากขึ้นโดยสัมพันธ์ กันกับน้ำที่มีเกลือแร่ละลายน้อยลง นั่นคือถ้าประชาชนดื่มน้ำที่มีเกลือแร่ของแคลเซียมและแมกนีเซียมในน้ำดื่ม จะทำให้การตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศสหรัฐอเมริกาลดลงได้ถึง 150,000 รายต่อปี
น้ำกลั่นจะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งร่างกายไม่ประสงค์ น้ำกลั่น เป็นน้ำดื่มที่มีอำนาจละลายสารต่างๆ ได้สูงมากดังได้กล่าวมาแล้ว เมื่อตั้งทิ้งไว้จะดูดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide – CO2) จากอากาศมาเป็นกรดคาร์บอนิค (Cabonic Acid) นั่นคือน้ำนั้นจะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ยิ่งดื่มน้ำกลั่นมากเท่าใด ร่างกายจะมีสภาวะเป็นกรดในเลือดสูงมากขึ้นเท่านั้น
จากเอกสารของสถาบันป้องกันสิ่งแวดล้อมของอเมริกา (U.S Environmental Protection Agency) ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า น้ำกลั่นซึ่งไม่มีแร่ธาตุเจือปนอยู่เลย จะมีความน่ากลัว เพราะมันพยายามละลายสารทุกอย่างซึ่งมันสัมผัสเข้าในตัวของมัน เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศจะละลายในน้ำได้อย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำมีสภาวะเป็นกรด และที่น่ากลัวมากกว่านั้นคือ โลหะหนักต่างๆ (Heavy Metal) จะถูกละลายเข้าไปในน้ำกลั่นนั้นได้ ซึ่งโลหะหนักทุกชนิดนั้นทางการแพทย์ถือว่า แม้จะบริโภคในจำนวนน้อย แต่มันสามารถสะสมในร่างกายและทำอันตรายต่อสุขภาพของเราได้ อันดับแรกแรกและสำคัญที่สุดคือไปสะสมที่เนื้อสมอง ทำให้สมองเสื่อม สำหรับอันตรายในการที่น้ำดื่มมีฤทธิ์เป็นกรด
ดื่มน้ำกลั่นทำให้ร่างกายขาดเกลือแร่ การดื่มน้ำกลั่นหรือน้ำที่ปราศจากเกลือแร่ ย่อมทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดเกลือแร่หลัก (Major Minerrals) รวมทั้งเกลือแร่ที่หายาก (Trace Minerals) น้ำกลั่นจะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ด้วยสาเหตุอันเกิดจากการลายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากอากาศเข้าไปในน้ำกลั่นได้ง่าย และเกิดสภาวะเป็นกรดคาร์บอนิค ซึ่งน้ำที่ดีหรือน้ำในอุดมคติ ต้องมีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ เนื่องจากร่างกายมี pH 7.4 ซึ่งมีสภาวะเป็นด่าง ถ้าเมื่อใด pH ในเลือดเป็น 6.8 จะเกิดอาการกรดเป็นพิษ (Acidosis) หมดสติ (Coma) และถึงตายได้ การที่จะมีฤทธิ์เป็นด่างนี้คือ น้ำจะต้องมีเกลือแร่ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ละลายอยู่ อย่างไรก็ดี การดื่มน้ำกลั่นนานๆ ครั้ง (เช่น 2 อาทิตย์ต่อครั้ง) จะช่วยละลายสารพิษ (Toxin) ในร่างกายให้ขับแคลเซียมและแมกนีเซียมออกมามากเกินไป
3. น้ำดื่มบรรจุขวด (น้ำขวด)
ใน ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ามีสิ่งต่างๆ ปนเปื้อนในน้ำดื่มมากกว่า 2,100 ชนิด และในจำนวนดังกล่าวมี 190 ชนิด ที่ทำอันตรายต่อสุขภาพ และ 97 ชนิด เป็นสารก่อมะเร็ง บริษัทที่ผลิตน้ำบรรจุขวดที่ไม่ได้มาตรฐานจะมองข้ามปัญหาสิ่งปนเปื้อนเหล่า นี้ เพราะรู้ว่าผู้บริโภคจะไม่ทราบ ไม่สังเกตเห็น ทำให้สารเคมีและโลหะหนักละลายมาในน้ำดื่ม ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
น้ำที่ใส่ขวดขายใช่ว่าจะปลอดภัย กว่าน้ำประปา
ในอเมริกามีน้ำดื่มบรรจุขวดมากกว่า 700 ยี่ห้อ คณะมนตรีด้านการป้องกันทรัพยากรได้ทำการศึกษา น้ำดื่มจากโรงงานอุตสาหกรรมผลิตน้ำขวด โดยเปรียบเทียบกับมาตรฐานน้ำสะอาด และมาตรฐานน้ำประปาแห่งชาติ ได้ทำการกรวดน้ำดื่มบรรจุขวดมากกว่า 1,000 ขวด สรุปว่าไม่สามารถจะรับรองความปอลดภัยได้ทั้งหมด น้ำดื่มบรรจุขวดจะดูใสกว่าคลอรีน ที่ใส่ในน้ำก็เพื่อป้องกันตัวเราไม่ให้เชื้อแบคทีเรียทำอันตรายได้ แต่คลอรีนก็มีความเกี่ยวพันกับการเกิดมะเร็ง และดูปลอดภัยกว่าน้ำประปา แต่ความจริงร้อยละ 25 ของน้ำดื่มบรรจุขวดก็เป็นเพียงเอาน้ำประปามาใส่ขวด ปรับปรุงนิดหน่อยเท่านั้น
การเลือกน้ำดื่มชนิดขวดในประเทศไทยจึงควรจะเลือกจากบริษัทผู้ผลิตที่เชื่อ ถือได้ มีชื่อเสียง และได้รับอนุญาตจาก อย.(คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข) ให้ผลิตได้เท่านั้น
4. น้ำประปา
น้ำ ประปาใช้คลอรีนฆ่าเชื้อโรค การฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่ม สำนักงานประปาทุกแห่งในประเทศไทยจะใช้สารคลอรีน เพราะราคาถูก ใช้ง่าย ทำลายเชื้อแบคทีเรียได้แน่นอน แต่การที่คลอรีนในน้ำดื่ม สามารถทำลายเชื้อโรคได้ มันก็สามารถทำลายแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ รวมทั้งเซลล์ปกติของร่างกายได้ด้วยเช่นกัน คลอรีนจะทำให้เกิดสารพิษชนิดหนึ่ง ชื่อ ไตรฮาโลมีเทน (Trihalomethanes- THM) ซึ่งเกิดจากคลอรีนทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ในธรรมชาติที่ละลายอยู่ในน้ำ
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยดคลัมเบียในสหรัฐอเมริการายงานว่า ผู้หญิงที่ดื่มน้ำที่มีคลอรีนเป็นประจำ มีอัตราการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารหรือระบบปัสสาวะ สูงกว่าผู้หญิงที่ดื่มน้ำปราศจากคลอรีนถึง 44% และยังพบว่า การดื่มน้ำที่มีคลอรีนจะสัมพันธ์กับการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโลหิตจาง นี้เนื่องมาจากผลร้ายของคลอรีนต่อเม็ดเลือดแดง (Red Blood Cell)
คลอรีน ตัวก่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ คลอรีนที่ใส่ในน้ำก็เพื่อป้องกันตัวเราไม่ให้เชื้อแบคทีเรียทำอันตรายได้ แต่คลอรีนก็มีความเกี่ยวพันกับการเกิดมะเร็ง เพราะคลอรีนสามารถไปรวมกับสารอินทรีย์ในน้ำ เกิดสารพิษซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว ในปี พ.ศ.2524 นักวิจัยญี่ปุ่นได้รายงานเรื่องน้ำดื่มที่มีคลอรีนกับการเกิดมะเร็ง
โดยสรุปว่าประชาชนที่ดื่มน้ำเติมคลอรีน มีโอกาสเกิดมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะสูงกว่าผู้ที่ ดื่มน้ำปราศจากคลอรีนทซึ่งประชาชนที่ต้องดื่มน้ำมีคลอรีนอยู่ในเขตเมืองเป็น ส่วนใหญ่
น้ำประปาใช้สารส้มซึ่งเน่งการเกิดโรคความจำเสื่อม เป็นเวลานานหลายปีที่นักวิจัยพิศวงในการพบธาตุอลูมินั่ม (Aluminum) ระดับสูงมากในเนื้อสมองของคนที่เป็นโรคแอลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease- โรคสมองเสื่อมในคนชรา)
ซึ่งจะมีอาการความจำเสื่อม ลืมชื่อคนรู้จัก ผิดปกติทางการใช้ภาษา คิดเลขไม่ถูก บางทีไม่รู้ว่าขณะนั้นอยู่ที่ไหน อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ระแวง โมโหร้ายและอาจชัก นักวิจัยจำนวนมากเริ่มคิดว่า ธาตุอลูมินั่มอาจจะเป็นตัวการที่มีบทบาทในการก่อให้เกิดโรคดังกล่าวกับผู้ สูงอายุ อลูมินั่มพบมาก ในธรรมชาติ ในน้ำแล้วยังมีการนำอลูมินั่มมาใช้ทำน้ำประปาโดยสำนักงานประปาหลายแห่ง
ในรูปของอลูมินั่มซัลเฟต (Aluminum Sulphate) หรือสารส้มเพื่อทำให้น้ำใสขึ้น ความขุ่นจะตกตะกอน รวมทั้งแบคทีเรียก็จะถูกกำจัดออกจากน้ำโดยการตกตะกอนเช่นกัน อลูมินั่มซัลเฟตที่เหืลอนั้นก็จะถูกกรองออกไปด้วยทรายละเอียดอีกครั้ง ในการทำน้ำประปา แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่ทรายละเอียดไม่สามารถกรองสารส้มที่เหลือได้หมด เพราะทรายละเอียดลในระบบทำประปาไม่สามารถกรองสารที่มีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอนได้ ดังนั้นจึงเชื่อว่าสารส้ม ซึ่งเป็นอลูมินั่มและปนมาในน้ำประปาอาจจะก่อให้เกิดโรคสมองเสื่อม การดื่มน้ำประปาโดยที่ไม่ได้กรองเอาอลูมินั่มออก ย่อมเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
นักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียได้รายงานผลการ วิจัยในสัตว์ทดลองเรื่องเกี่ยวกับอลูมินั่ม มีข้อความตอนหนึ่งว่า สารสั้มที่ทำให้น้ำใสในระบบประปานั้น พบว่าไปสะสมในมันสมองของหนูในห้องทดอลง ผลของการศึกษานี้แสดงว่าอลูมินั่มในน้ำดื่ม สามารถจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและไปสะสมที่บริเวณสมองได้
ดร.Barry Thomas ผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ประเทศแคนนาดาได้กล่าวว่า ถึงแม้จะยังไม่สามารถสรุปได้ว่า อลูมินั่มจะก่อให้เกิดสมองพิการและความจำเสื่อมได้หรือไม่ก็ตาม แต่ก็ควรกลัวเอาไว้ก่อนและอย่าประมาท ประเทศแคนนาดาและอีกหลายประเทศยังใช้สารส้มเพื่อกำจัดความขุ่นของน้ำในโรง กรองน้ำ อันเป็นเหตุให้เกิดมีอลูมินั่มตกค้างในน้ำประปา และนี่ก็เป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งในการที่ท่านจะต้องกรองน้ำเองอีกครั้งเพื่อกำ จัดเอาอลูมินั่มออกไปก่อนที่จะใช้น้ำนั้นเพื่อบริโภค
การใช้ฟลูออไรด์ทำ น้ำประปา ระบบประปาบางแห่งในต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเติมฟลูออไรด์ (Fluoride) ลงในน้ำประปาเพื่อฆ่าเชื้อโรค ฟลูออไรด์นี้ ทันตแพทย์เชื่อว่าจะป้องกันฟันผุได้ มาตรฐานการเติมของฟลูออไรด์ คือไม่เกิน 1 ส่วนในน้ำล้านส่วน (1 ppm) บางแห่งยอมให้ 1.5 ppm ถ้าสูงกว่า 4 ppm อาจเกิดปัญหาฟลูออไรด์เป็นพิษ (Fluorosis) ขึ้นได้ การกินฟลูออไรด์มากเกินไปจะทำให้จะทำให้ฟันเป็นฝ้าสีน้ำตาล และเป็นจุดๆ บนฟันแท้ ช่วงอันตรายของปัญหาฟลูออไรด์เป็นพอเศษจะเกิดง่ายตอนฟันกำลังจะงอกจากเหงือก ดังนั้นเด็กที่อายุต่ำกว่า 9 ปี ไม่ควรดื่มน้ำซึ่งมีฟลูออไรด์มากกว่า 1 ppm โดยเด็ดขาด (ในยาสีฟันมีฟลูออไรด์สูงมาก 1000-2000 ppm และยาสีฟันมักหอม รสหวาน ดังนั้นจงระวังอย่าให้เด็กกลืนยาสีฟัน) ฟลูออไรด์ถ้าสะสมทีละน้อยจนอายุ 60 ปี จะช่วยเร่งให้กระดูกพรุนเร็วขึ้น เพราะมันจะไปจับกับแคลเซียม ซึ่งเป็นสาเหตุของกระดูกหักในผู้หญิงสูงอายุในสหรัฐอเมริกา
5. น้ำอัดลมน้ำผลไม้
นัก วิทยาศาสตร์ได้พูดถึงเครื่องดื่มหลายชนิด เช่น น้ำอัดลม ซึ่งทำมาจากน้ำกลั่น หรือน้ำอ่อนไม่มีเกืลอแร่ มีการศึกษาพบว่า ผู้ซึ่งชอบดื่มน้ำอัดลม (ไม่ว่าชนิดมีน้ำตาลหรือไม่มีน้ำตาล) จะสูญเสียธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม และเกลือแร่ที่จำเป็นของร่างกายออกมาทางปัสสาวะ และเกลือแร่ที่สูญเสียมากเท่าใด ก็จะมีโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ข้ออักเสบ (Osteoarthritis) การทำงานของต่อมไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism) และโรคแห่งความเสื่อมต่างๆ (Degenerative Disease) ซึ่งเป็นต้นเหตุของความแก่ก่อนวัย สาเหตุก็เพราะน้ำกลั่นที่นำมาใช้ทำน้ำอัดลมจะละลายเกลือแร่ที่จำเป็นในร่าง กายออกมา
น้ำอัดลมตัวสร้างปัญหา ปัจจุบันมีแพทย์และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากในหลายประเทศ กำลังศึกษาเพื่อพิสูจน์ทฤษฏีความชราและความเจ็บป่วย ว่ามีสาเหตุโดยตรงมาจากระบบของเสียที่เป็นกรด (Acidic Waste) ในร่างกาย เป็นความจริงที่พบจากผลการศึกษาซึ่งให้ความเห็นว่า ถ้าร่างกายต้องการน้ำ เราก็ควรเอามาจากน้ำ ดังนั้นการดื่มน้ำอัดลมหรือ น้ำชา กาแฟ หรือเหล้าเบียร์ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เครื่องดื่มเหล่านี้ไม่ใช่ตัวแก้ปัญหาการขาดน้ำ หรือกระหายน้ำ มันเป็นเพียงเรื่องของสังคมเท่านั้น ในทางกลับกัน เครื่องดื่มต่างๆ ส่วนใหญ่จะทำให้เกิดการขับน้ำออกจากร่างกายมากยิ่งขึ้น คือเพิ่มปัญหา (เพราะฤทธิ์สารคาเฟอีน – Caffeine – ที่อยู่ในเครื่องดื่ม จะกระตุ้นการขับปัสสาวะ ทำให้สูญเสียน้ำมากยิ่งขึ้น) ซึ่งท่านจะต้องชดเชยน้ำในร่างกาย คือดื่มน้ำเปล่ามากขึ้นกว่าเดิมอีกทุกๆ 1 แก้ว (240 ซีซี) ต่อการดื่มกาแฟ หรือโคล่า 1 ถ้วย อนึ่ง น้ำอัดลมประเภทโคล่ามีค่า pH 2.5 ซึ่งมีความเป็นกรดสูง ซึ่งจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป
6. น้ำผลไม้ (Fruit Juice)
กุมาร แพทย์ส่วนใหญ่ถือว่า การให้เด็กดื่มน้ำผลไม้บ่อยๆ กลับทำให้เด็กสุขภาพไม่สมบูรณ์ นายแพทย์คาลอส ลีฟชิท (Carlos Lifschitz, M.D.) จาก Baylor College of Medicine ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า พ่อแม่บางคนเชื่อว่าน้ำผลไม้เป็นของดี บำรุงสุขภาพเด็ก แต่ที่จริงน้ำผลไม้ก็เป็นเพียงน้ำตาลกับสีผสมน้ำและเติมกลิ่น ซึ่งอาจมีวิตามินและเกลือแร่ที่เป็นประโยชน์อยู่บ้าง แต่ผลร้ายดูจะมากกว่าผลดี นอกจากนี้ สถาบันกุมารเวชศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา (American Academy of Peddiatrics – AAP) ยังได้แนะนำสมาชิกกุมารแพทย์อเมริกา (ปี พ.ศ.2532) ให้เตือนผู้ปกครองเรื่องอันตรายจากการให้ลูกดื่มน้ำผลไม้ผสมสีมากเกินไป (น้ำส้มคั้นสดแท้ๆ และน้ำผลไม้ที่คั้นสด ไม่ถือว่าเป็น Friut Juice ในที่นี้ – ผู้เขียน)
ยุคของของน้ำดื่ม
1.น้ำฝน เป็นน้ำดื่มตามธรรมชาติที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ หรือสมัยปู่ย่าตายาย ดื่มกันมา ซึ่งนิยมเก็บใว้ตามโอ่งตามบ้านซึ่งเห็นได้โดยทั่วไป แต่ปัจจุบันน้ำฝนไม่สามารถนำมาดื่มได้โดยเฉพาะฝนตกตามเมืองหลวงเพราะมีค่าความเป็นกรด และมลภาวะเป็นพิษมาก
2.น้ำกรอง เป็นน้ำที่ผ่านการกรองทั่วไป เหมาะสำหรับการกรองน้ำไว้สำหรับดื่มและใช้ในครอบครัวเครื่องกรองเล็กนั้น มีขั้นตอนการกรอง 3 ขั้นตอน โดยหลักๆ ก็จะมีการกรองผ่าน คาร์บอน เรซิ่น และเซรามิคส์
3.น้ำ UV เครื่องกรองยูวีเป็นการกรองสำหรับการฆ่าเชื้อโรคที่ผ่านแสงอัลตร้าไวโอเล็ต หรือแสง UV
4.น้ำ RO การทำงานของระบบ Reverse Osmosis เป็นการกรองอย่างละเอียดถึง 5 ขั้นตอนซึ่งประกอบด้วย Sediment Filter – Carbon Filter – Cation Resin – Membrane Filter – Post Carbon ที่ให้คุณภาพน้ำสะอาดบริสุทธิ์ถึง 99.999 % ด้วยความละเอียดของไส้เมมเบรนถึง 0.0001 ไมครอน
5.น้ำอัคคาไลค์ ทำให้น้ำสะอาด เสริมคุณค่าของแร่ธาตุ แคลเซียม แมกนีเซียม ที่จำเป็นต่อร่างกาย อีกทั้งการใช้เทคโนโลยีปรับเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของน้ำให้มีขนาดเล็กลง ทำให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบเซลล์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
น้ำดื่มในอุดมคติ โดย ศ.ดร.นพ. สมศักดิ์ วรคามิน
น้ำดื่มในอุดมคติ ควรมีคุณสมบัติ ดังนี้ :-
1. ปราศจากเชื้อโรคและสารพิษ เช่น โลหะหนัก ดีดีที สารเคมีอันตราย รวมถึงคลอรีน อันส่งผล Oxidative stress ต่อร่างกาย
2. มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ เช่น Ca, Mg, K…ฯ
3. มีโครงสร้างกลุ่มเล็ก พบว่าน้ำอุปโภคทั่วไป มีโครงสร้างเป็น 40 โมเลกุลเกาะกลุ่มกัน
น้ำประปามีประมาณกลุ่มละ 12-14 โมเลกุล ซึ่งขนาดกลุ่มเล็กลง เช่น 5-6 โมเลกุล / กลุ่ม จะเคลื่อนที่ได้คล่องตัว ถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ง่าย การนำอาหารและ O2 เข้าออกเซลล์สะดวก การไหลเวียนในกระแสเลือดลื่นไหลดีขึ้น เป็นกลไกช่วยลดความดันเลือดอีกหนทางหนึ่ง
4. มีแรงตึงผิวต่ำ จากกลุ่มโครงสร้างที่เล็กและสภาวะด่าง จะช่วยให้โมเลกุลน้ำมีแรงตึงผิวต่ำ ออกซิเจนและอาหารละลายได้ดี มีความสามารถในการทำละลาย การกินยาพร้อมน้ำที่มีแรงตึงผิวต่ำ จะทำให้ตัวยาไหลไปในกระแสเลือด และดูดซึมสู่เซลล์ได้เต็มประสิทธิภาพน้ำกลุ่มเล็กที่มีแรงตึงผิวต่ำ ยังทำให้การซึมซาบของสารอาหารเข้าสู่เซลล์ง่ายขึ้น เป็นกลไกลดภาวะดื้ออินซูลิน ลดความรุนแรงของเบาหวาน ช่วยให้สมองได้รับเลือดและ O2 ดีขึ้น
5. มีสภาวะด่าง pH ที่เป็นด่าง จะไปสะเทินกรดจากอาหารไขมัน โปรตีน น้ำตาล ฯลฯ ซึ่งหากไม่มีสภาวะด่าง ร่างกายก็ต้องสะเทินกรดโดยดึง Ca + Mg จากกระดูกและฟันมาใช้
สภาวะด่างของน้ำ สามารถเกิดจากไฮดรอกไซด์ไอออน ซึ่งมาจากการแตกตัวของโมเลกุลน้ำ (H2O) เป็น H+ กับ OH- โดยอิทธิพลจากพลังงานที่ใส่เข้าไป บางส่วนของ ไฮดรอกไซด์ไอออน รวมตัวกันเป็นน้ำกับactive oxygen จำนวนมาก จึงกล่าวได้ว่า น้ำด่างจะมี O2 เกิดขึ้นเสมอ
O2 นั้นนอกจากให้พลังงานแก่เซลล์แล้ว active oxygen ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ปล่อยอิเลคตรอน (e) ออกมาฆ่าเชื้อโรค ลด Oxidative stress ของ อนุมูลอิสระ
มีผลงานวิจัยที่ได้รางวัลโนเบลของดร.Otto Warburg ซึ่งพบว่าเซลล์มะเร็งชอบอยู่ในสภาวะที่ไม่มี O2 ดังนั้น น้ำที่เป็นด่างอุดมด้วยออกซิเจน จึงเป็นปัจจัยต้านมะเร็งที่ดี
6. มีโออาร์พีลบ (ORP-)
ORP ย่อจาก Oxidation Reduction Power หรือ
Oxidation Reduction Potential บ่งบอกศักยภาพของสารนั้น ว่ามีประจุบวกหรือลบมากกว่ากัน และมากน้อยเพียงไร
Oxidation แต่เดิมหมายถึงปฏิกิริยาเคมี ที่มีการเติม O หรือเกิด Oxidative stress จากสารที่มีอิเลคตรอน (e)
ขาดคู่ ปัจจุบันหมายถึง ปฏิกิริยาที่เกิดการลดหรือสูญเสีย e โดยสารที่มาดึง e ไปเราเรียกว่า Oxidising agent หรือ Oxidant หรืออนุมูลอิสระ
ตัวเลขที่แสดงพลังการขาด e ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือพลังโปรตอน ที่มีสูงกว่า e ของสารนั้น เรียก Oxidation power แสดงตัวเลขเป็นบวก
Reduction เป็นปฏิกิริยาที่เกิดพร้อม Oxidation ของสารคู่ปฏิกิริยา(Oxidising agent) เดิมหมายถึงปฏิกิริยาที่มีการลดออกซิเจน ปัจจุบันอธิบายด้วยการให้ e โดยสารที่เป็นฝ่ายให้ e นั้นเราเรียก Reducing agent หรือ Reductant หรือสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Antioxidant นั่นเอง
ตัวเลขแสดงพลังการให้ e ซึ่งก็เป็นการแสดงปริมาณ e ส่วนเกิน ที่มีสูงกว่าโปรตอนของสารนั้น เรียกว่า Reduction power แสดงตัวเลขเป็นลบ
ORP จึงเป็นผลลัพธ์รวม ระหว่าง Oxidation power กับ Reduction power ของสารนั้นว่า…ใครมีมากกว่ากันระหว่างพลังโปรตอน (p) หรือพลังแห่งการขาดอิเลคตรอน กับพลังอิเลคตรอนส่วนเกิน
ซึ่งหากเป็นบวก แสดงว่ารวมกันแล้วเหลือพลังโปรตอนหรือมีการขาดอิเลคตรอนมากกว่า
หากเป็นลบ แสดงว่าผลลัพธ์สุทธิ เป็นการที่มีอิเลคตรอน เกินอยู่
ประโยชน์ของน้ำ ORP บวก คือ เป็นอนุมูลอิสระเหมาะแก่การฆ่าเชื้อโรค เช่น สระว่ายน้ำ, สปา หรือใช้ทำความสะอาดแผลกดทับ
ใน พ.ศ.2525 german standard agency ของเยอรมัน กำหนดให้สระว่ายน้ำสาธารณะ ต้องแสดงคุณสมบัติให้น้ำในสระมีค่า ORP + 750 mv
พ.ศ.2531 สถาบันสระว่ายน้ำแห่งชาติของสหรัฐกำหนดให้ Public spa ใช้น้ำที่มีค่า ORP + 650 mv
WHO กำหนดให้ ORP+650 mv ขึ้นไป เป็นมาตรฐานที่ใช้ควบคุมการทำลายเชื้อโรคในน้ำ เมื่อปีพ.ศ.2515
คำว่า ORP แปลว่า มีความต่างศักย์
ศักย์อะไร…ก็ศักยภาพของประจุไฟฟ้า ว่าเป็น Potential ของ Oxidation คือ บวกมากเกิน
หรือ Reduction Potential คือ ลบมากกว่า
ออกมาเป็นบวกหรือลบก็เป็น Potential หรือความต่างศักย์ของพลังประจุนั้น
ความต่างศักย์ที่วัดได้ เป็นตัวแทนพลังงานของ e ในการให้ หรือดึงจากสารอื่น (กรณีลบหรือบวก) เป็น Potential energy ซึ่งบ่งถึงความสามารถ (ability) ไม่ใช่การปฏิบัติ หรือ Action กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การมีพลังงานเก็บที่พร้อมจะทำงานได้ทันที โดยยังไม่ได้ทำ เปรียบเสมือนลูกโป่งอัดลม มีPressure หรือ ability พร้อมแสดง เป็น Kinetic energy เมื่อปลดปล่อยสิ่งปิดกั้นออก
น้ำ ORP ลบ เป็น ideal antioxidant เนื่องจาก e ส่วนเกินนั้น เป็น e ที่หลุดกระเด็นออกมาพร้อม Hydrogen atom ซึ่งปกติ H- atom มี 1p + 1e ครั้นมี e เกิน คือ 1p + 2e เมื่อให้ e แก่สิ่งอื่นไป ตัวมันเองก็อยู่ในสภาวะเสถียร ไม่เกิดการดึง e จาก cell รอบข้าง ให้ล้มแบบโดมิโนเหมือนสารต้านอนุมูลอิสระทั่วไป
กลไกการเกิดน้ำ ORP ลบ เกิดขึ้นจากโมเลกุลของน้ำแตกตัว จากพลังงานภายนอก ซึ่งอาจเป็นกระแสไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก คลื่นความถี่ ทำให้น้ำแตกตัวเป็น H+ กับ OH-
H+ ion นั้นเป็นภาวะชั่ววูบ จะรีบเข้าจับตัวกับน้ำเป็นไฮโดรเนียมไอออน มีประจุเป็นบวก
OH- ion นั้น อาจรวมกันเองเป็นน้ำกับออกซิเจนหรือรวมกับไอออนของแคลเซียม, โปแตสเซียม เป็นไบคาร์บอเนต ซึ่งล้วนเป็นสภาวะด่าง ในขณะที่ตัว ไฮดรอกไซด์ไอออนนั้นก็แสดงประจุลบ
ความเป็นกรด – ด่างของน้ำ ขึ้นกับปริมาณหรือพลัง
ของไฮโดรเนียมไอออน กับไฮดรอกไซด์ไอออน
ซึ่งหากไฮโดรเนียมไอออนชนะ หรือแรงกว่า ผลลัพธ์รวมก็ออกมาเป็นกรด มี pH กรด หรือ ORP บวก
หากไฮดรอกไซด์ไอออนชนะ ผลรวมย่อมออกมาเป็นด่าง หรือ ORP ลบ
หากเท่าๆ กัน ก็ออกฤทธิ์เป็นกลาง ORP เท่ากับศูนย์
วิธีทำน้ำ ORP ลบ (Negative ORP) มีหลายวิธี เช่น
1. Electrolysis – ใช้กระแสไฟฟ้าแยกน้ำ ให้แตกตัวเป็น ion ได้น้ำโครงสร้างเล็ก แยกออกได้ 2 ท่อ เป็น ORP บวกกับ ORP ลบ และถ้ามีเกลือแร่ อยู่ในน้ำ จะทำให้มีฤทธิ์เป็นด่าง
2. Negative technology ใช้พลังงาน 8,000 เกาส์ ทำให้อณูน้ำสั่นด้วยความเร็วสูง ยิ่งหากใช้ 12,000 gauss จะมีอิทธิพลต่อน้ำไหลได้
3. Vortex ระเบิดเข้าข้างใน หรือเหวี่ยงเข้าหาตัว ตรงข้ามกับexplosion หรือการกระจายออก เลียนแบบทอร์นาโด
4. Bacterial Activity Technology ใช้ Bacteriaกับ
yeast เกิด จาก enz ของจุลินทรีย์ ได้เป็น ORP ลบ จุลิน-ทรีย์ที่รู้จักดีเรียก Effective Microorganism หรือEM มักใช้ในงานเกษตร, บ่อบำบัดน้ำเสีย
5. Heat tech พ่นไอน้ำกระทบแผ่นโลหะร้อน ใช้ผลิตเป็นอุตสาหกรรม มักกรองด้วย RO มี ORP ลบ แต่ pH เป็นกลาง เพราะไม่มีเกลือแร่ร่วมปฏิกิริยา
6. Nanotechnology (Silica Hydride / SiH4) อิงจากความลับของน้ำหรรษา (Hanza water) ซึ่งไหลจากภูเขาธรรมชาติในปากีสถาน ซึ่งดื่มแล้วอายุยืนเป็น 100 ปี มีรายงานสรุปในงานวิจัย เรื่อง “Secret of the soil” ว่าเพราะในน้ำหรรษามีสาร Silica Hydride / (SiH 4 ) ละลายอยู่ (Si เป็นตัวปลดปล่อย Far Infrared Ray ทำให้น้ำแตกตัว) ซี่งเมื่อรวมกับแร่ธาตุธรรมชาติที่มีอยู่ได้เป็นน้ำแร่ที่มี ORP เป็นลบ เป็นงานวิจัยที่ฮือฮามากชิ้นหนึ่ง
Silica พบมากในข้าวโอ๊ต มันเทศ ถ้าร่างกายขาด Si อาจมีผมร่วง เล็บแตกง่าย กระดูกพรุน ข้อต่อกระดูกเสื่อม ฯลฯ
6. วิธีประยุกต์ผสมผสานให้เกิดน้ำ ORP ลบ มีความ เป็นด่าง เกิด Microcluster แรงตึงผิวต่ำ คือ การใช้สารก่อกำเนิด Far Infrared Ray ให้น้ำแตกตัว แล้วทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุที่ร่วมอยู่ด้วย
หมายเหตุ : Far Infrared Ray เป็นช่วงคลื่นที่ยาวกว่า คลื่นแสงสีแดง (ซึ่งตายังมองเห็น) แต่ยังสั้นกว่า micro wave แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1. คลื่นระยะใกล้ ความถี่ 0.76-1.5 ไมครอน
2. กลาง ความถี่ 1.5-4 ไมครอน
3. ไกล ความถี่ 4-1000 ไมครอน
ซึ่งพบว่าขนาด 6-14 ไมครอน เป็นช่วงคลื่นความถี่ที่ดีที่สุดต่อคน (สุขสบายที่สุด ทำนองเดียวกับที่เรารู้สึกว่า อุณหภูมิ 25°c เป็นระดับที่พอเหมาะ, เสียงระดับความดังเท่าไร, แสงสว่างขนาดไหนร่างกายพอใจที่สุด)…น้ำก็คงพอใจช่วงคลื่น 6-14 ไมครอนนี้ จึงแตกตัวได้ดีเมื่อได้รับ FIR
สำหรับ microwave นั้นเป็นคลื่นความยาวมากกว่า 1,000 ไมครอนขึ้นไป
FIR เป็นพลังที่ทำให้โมเลกุลน้ำแตกตัว เป็น H ion กับ Hydroxide ion หรือ Hydroxyl ion ซึ่งเมื่อรวมตัวกันใหม่แล้วมี ORP สุทธิเป็นลบ
นอกจากนี้ยังทำให้โมเลกุลน้ำแตกตัว จับกลุ่มเล็กลงเหลือเพียง 5 – 6 โมเลกุลต่อกลุ่ม
เมื่อรวมกับไอออนของแคลเซียม แมกนีเซียม
โปแตสเซียม ได้น้ำที่มีฤทธิ์เป็นด่าง และแรงตึงผิวต่ำ
จะรู้ได้ไงว่าน้ำที่ได้มี ORP ลบ…ก็คือวัดด้วยเครื่องวัดความต่างศักย์ไฟฟ้า ที่เรียกว่า ORP meter ซึ่งหน่วยที่ได้เรียกเป็น millivolt
ประโยชน์ของน้ำ ORP ลบ
น้ำ ORP ลบที่สะอาด มีแร่ธาตุ กลุ่มโมเลกุลเล็ก แรงตึงผิวต่ำ มีสภาวะด่าง จัดเป็นน้ำดื่มในอุดมคติ ที่เหมาะแก่การบริโภค มีประจุอิเลคตรอน ที่พร้อมให้โดยไม่เอาคืน
1. จึงใช้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยฆ่าเชื้อโรค
2. ช่วยต้านเซลล์มะเร็ง จากภาวะที่เป็นด่าง มีกลุ่มโมเลกุลเล็ก แรงตึงผิวต่ำ และมีออกซิเจน
3. ลดความอ้วน จากการที่มีแร่ธาตุที่ใช้ในกระบวนการ Cellular burn เซลล์ดูดซึมง่าย ลดภาวะดื้ออินซูลิน
4. ต้านเบาหวาน ความดันเลือดสูง จากผลลดความหนืดของเลือด
5. ต้านสมองเสื่อม จาก O2 ที่เพิ่มในน้ำและเนื้อเยื่อ
6. ต้านกระดูกพรุน ฟันผุ เนื่องจากมีแร่ธาตุ ช่วยสะเทินภาวะกรดจากอาหารประจำวัน
7. กรณีที่กินยา น้ำที่ดีจะช่วยนำและดูดซึมยาได้ดี ทำให้ยาออกฤทธิ์เต็มประสิทธิภาพ
8. ในแง่ของความสวยความงาม น้ำที่ดูดซึมง่าย เนื่องจากมีกลุ่มโมเลกุลเล็ก แรงตึงผิวต่ำพร้อมออกซิเจน ช่วยบำรุงเซลล์ เติมความชุ่มชื้นแก่ผิว จึงเหมาะแก่การใช้ล้างหน้าก่อนลงรองพื้น หรือประกอบงานบริการ Skin care